คุยกับ เอเจ Content Creator สาย Ambivert ที่ครีเอตคอนเทนต์ให้ปังได้แม้ทำงานแบบ Hybrid

คุยกับ เอเจ Content Creator สาย Ambivert ที่ครีเอตคอนเทนต์ให้ปังได้แม้ทำงานแบบ Hybrid
30/06/22   |   1.2k   |  

 

 

 

เชื่อรึเปล่าว่าคนเป็น Content Creator นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นมนุษย์ Extrovert เสมอไป ดูอย่าง ‘เอเจ’ Content Creator ของ THiNKNET สิ เขาเองก็เป็นมนุษย์ Ambivert เหมือนกับหลาย ๆ คนที่ออกมาทำงานพบปะกับผู้คนและติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่รักการทำงานในความเงียบสงบแบบสุด ๆ วันนี้เราเลยอยากพาคุณไปทำความรู้จักเขา และพูดคุยว่าชีวิตการทำงานแบบ Hybrid ที่ THiNKNET มันเป็นยังไงบ้างสำหรับคนที่ทำงานเป็น Content Creator

 

แนะนำตัวหน่อย ชื่ออะไร ทำงานตำแหน่งอะไร และมีหน้าที่อะไรบ้างที่ต้องรับผิดชอบ?

สวัสดีครับ ผมชื่อเอกราช หาญวงศ์ไพบูลย์ ชื่อเล่น เอเจ ครับ ตอนนี้ทำงานตำแหน่ง Content Creator ที่ THiNKNET มาเกือบครบ 1 ปีพอดีครับ หน้าที่ของผมคือดูแลคอนเทนต์สำหรับโพสต์ลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของ JobThai โดยเนื้อหาคอนเทนต์ที่เราทำจะเกี่ยวกับชีวิตของคนทำงานในหลาย ๆ แง่มุม ทั้งการแนะนำเคล็ดลับสำหรับคนทำงาน, แนะนำงาน, ไลฟ์สไตล์, แรงบันดาลใจสำหรับคนทำงาน ครับ

 

เนื้องานที่เราทำจะครอบคลุมตั้งแต่การเขียนบทความ ที่ต้องผ่านการหาข้อมูลทั้งจากแหล่งข้อมูลที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แล้วนำข้อมูลมาเรียบเรียงใหม่ให้กลายเป็นบทความที่อ่านง่ายและมีตัวตนของ JobThai อยู่ด้วย รวมไปถึงเรายังได้ดูแลในส่วนของ Social Media Content อย่างเช่น สื่อรูปภาพต่าง ๆ ที่ถูกโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งก็ต้องผ่านทั้งขั้นตอนการคิดเพื่อทำบรีฟและพูดคุยกับทีมกราฟิกอยู่เสมอ

 

นอกจากสื่อประเภทตัวอักษรหรือภาพนิ่งแล้ว ทาง JobThai ยังมีคอนเทนต์รายการพอดแคสต์และคลิปวิดีโอ TikTok ซึ่งเราก็ได้ทำหลาย ๆ ส่วนตั้งแต่ เขียนสคริปต์พอดแคสต์ เขียนสคริปต์ TikTok ได้เป็น Host ในบางตอนของรายการพอดแคสต์ Career Talk และได้เป็นคนพูดหน้ากล้องในหลาย ๆ คลิปบน TikTok ช่อง JobThaiOfficial อีกด้วย

 

อีกส่วนที่น่าสนใจเกี่ยวกับหน้าที่นี้ก็คือเราได้เข้ามาดูหลังบ้านของโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มว่าในแต่ละสัปดาห์ ผู้ติดตามของเรามีความสนใจหรือพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียเป็นยังไงบ้าง เพื่อทำความเข้าใจและพัฒนาเนื้อหาของเราให้สดใหม่และตรงใจผู้ติดตามอยู่เรื่อย ๆ

 

Content Creator ต้องใช้ทักษะทั้ง Hard Skills และ Soft Skills อะไรบ้าง?

ด้วยความที่เราต้องรับผิดชอบเนื้องานหลาย ๆ ส่วน ทำให้เราต้องอาศัย Hard Skills ที่ค่อนข้างหลากหลาย อย่างเช่น งานเขียน เราก็จำเป็นต้องใช้ทักษะการหาข้อมูลและทักษะการเขียนมากพอสมควร ต้องรู้จักหาข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และนำข้อมูลมาเรียบเรียงใหม่ทั้งบทความและสคริปต์ และเราก็ควรมีทักษะภาษาอังกฤษเพื่อขยายขอบเขตการค้นหาข้อมูลสำหรับทำคอนเทนต์ของเราให้กว้างยิ่งขึ้นด้วย

 

นอกจากนี้การทำงานในตำแหน่งนี้ต้องมีทักษะทางด้านการใช้โซเชียลมีเดีย โดยจะต้องเข้าใจรูปแบบของแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ออกมาให้มีความสอดคล้องกับช่องทางที่โพสต์มากที่สุด

และอีกทักษะที่ผมได้ใช้อยู่ตลอดสำหรับการทำงานตำแหน่งนี้ก็คือทักษะการพูด ทั้งการพูดหน้ากล้อง และการพูดกับไมโครโฟนสำหรับทำรายการพอดแคสต์ เราจะพูดยังไงเพื่อดึงให้คนดูหรือคนฟังอยู่กับเราได้โดยไม่ปัดผ่านคลิปที่เราทำหรือไม่กดข้ามไปดูอย่างอื่นแทน

 

ส่วน Soft Skills ที่คนทำงานตำแหน่งนี้ต้องมีก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ เพราะเราต้องค้นหาสิ่งที่มีความเฉพาะตัว แปลกใหม่ และสร้างความน่าสนใจให้กับคอนเทนต์ของเราอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็ต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดีพอสมควร ซึ่งไม่ใช่แค่ในแง่ของการสื่อสารระหว่างบุคคล พูดคุยกันรู้เรื่อง แต่ยังรวมไปถึงการที่เราสามารถสื่อสารเนื้อหาที่เราต้องการนำเสนอออกไปสู่สาธารณะได้อย่างเหมาะสมด้วย ซึ่งเราจำเป็นต้องดูความสอดคล้องของเนื้อหาที่อยากจะสื่อสาร ลักษณะของคอนเทนต์ และกลุ่มเป้าหมายให้ดี

 

เรามีโอกาสใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำงานยังไงบ้าง ลองเล่าให้ฟังหน่อย

ช่วงที่เข้ามาแรก ๆ ทางทีมกำลังจะเริ่มทำ TikTok ช่อง JobThai อย่างจริงจัง เราเลยได้เสนอไอเดียต่าง ๆ ไปให้พี่ ๆ คอยช่วยดู ช่วยกรุยทางกันไปโดยพยายามทำคอนเทนต์ที่หลากหลาย เราได้ทำทั้งพาร์ทเขียนสคริปต์และถ่ายทำตัดต่อ ซึ่งก็ต้องใช้เวลากว่ามันจะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง จาก Followers ไม่กี่คนกับยอด Views หลักร้อย จนตอนนี้ Followers ของช่องก็เข้าหลักแสน และมีคลิปที่ได้ยอด Views หลักแสนหลายคลิปเลย (ข้อมูลวันอังคารที่ 7 มิถุนายน 2565)

 

เราได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานตำแหน่งนี้บ้าง แล้วเคยเจอปัญหาเรื่อง Skill Gap บ้างไหม (ถ้ามี มีเทคนิคพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดยังไง?)

พองานของเราต้องถูกโพสต์ออกไปถึงสายตาของคนจำนวนมาก ๆ สิ่งที่เรากำลังค่อย ๆ เรียนรู้จากตำแหน่งนี้และค่อย ๆ พัฒนาคือการทำอะไรอย่างรอบคอบ คิดให้ถี่ถ้วน มันมีถ้อยคำมากมายที่เราตั้งใจเขียนหรือพูดให้มันฟังออกมาเป็นแง่บวก แต่ด้วยข้อจำกัดทางตัวอักษรหรือความสั้นยาวของแต่ละคอนเทนต์ มันอาจทำให้คนที่รับสารจากเราตีความได้หลากหลายและอาจทำให้รู้สึกขุ่นเคืองใจได้ง่าย ๆ ถ้าไม่ระวัง

 

ส่วนเรื่อง Skill Gap จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง เราแค่อาจจะมีทักษะบางอย่างที่เคยฝึกไว้เมื่อนานมาแล้วและไม่ได้กลับไปแตะมากกว่า เช่น ทักษะการเขียนที่เคยฝึกในตอนยังเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ พอเราได้มาทำงานตำแหน่งนี้ เราก็ต้องกลับมาฝึกฝนทักษะนี้ใหม่อีกครั้ง ช่วงเขียนบทความแรก ๆ ก็เหนื่อยพอตัวเพราะยังหาทางไม่ถูก เราก็พยายามอ่านสิ่งที่เราเขียนในมุมมองของคนนอก ไม่เข้าข้างตัวเองว่าเราเขียนดีหรือแย่ แล้วค่อย ๆ ปรับแก้ไปตามที่เห็นสมควร

 

ในช่วงที่ผ่านมาเราได้มีการพัฒนาตัวเองในเรื่องไหนอีกบ้าง เพื่อทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น และพัฒนาด้วยวิธีไหน?

เราเน้นการพัฒนาตัวเองผ่านการสังเกตสิ่งที่คนอื่น ๆ ทำ ยกตัวอย่างเช่น เราฟังรายการพอดแคสต์รายการประจำอย่างตั้งใจมากขึ้น เราอ่านโพสต์ต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดียอย่างตั้งใจมากขึ้น เพื่อจดจำว่าข้างนอกเขาใช้ภาษากันแบบไหน มีคำแบบไหนที่น่าสนใจและน่านำไปปรับใช้กับงานตัวเองบ้าง คือแทนที่จะฟังหรืออ่านผ่าน ๆ เหมือนเดิม เราก็พยายามเรียนรู้จากคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่เราเสพในชีวิตประจำวันไปด้วย

 

เราเป็นคนที่มีสไตล์และรูปแบบการทำงานเป็นยังไง?

เอาจริง ๆ เราชอบการทำงานเงียบ ๆ มากเลย เพราะว่ามันมีสมาธิแล้วก็โฟกัสง่ายดี แล้วก็เรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ทำงานเป็นระบบ (มั้งนะ ฮ่า ๆ) หลายครั้งเราคิดหาขั้นตอนที่เวิร์กที่สุดสำหรับการทำงาน เราวางแผนว่าต้องทำขั้นตอนไหนก่อนหรือหลัง ซึ่งช่วยให้เราประหยัดเวลาในตอนที่ลงมือทำจริง และเราเป็นคนที่จัดลำดับความสำคัญได้ว่างานชิ้นไหนต้องทำก่อนหรือหลัง เราจึงใช้เวลาในแต่ละวันได้อย่างสอดคล้องไปกับความด่วนของงานด้วย

 

พอได้มาทำงานแบบ Hybrid มันมีความท้าทายยังไงบ้าง? แล้วมันแตกต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศบ้างไหม?

เรื่องยากที่เจอในช่วงแรก ๆ ของการทำงานคือเรายังจำหน้าใครไม่ค่อยได้ครับ (ฮ่า ๆ) แล้วก็เรายังไม่ค่อยเห็นภาพว่าใครทำหน้าที่ในส่วนไหน เราต้องประสานงานกับใครบ้าง แต่พออยู่ไปสักพักเราก็ได้เห็นหน้าทุกคนตอนประชุม บวกกับพอได้ถามพี่ ๆ ว่าในทีมใครทำอะไรบ้าง ก็เข้าใจภาพรวมมากขึ้นครับ ส่วนพาร์ทการทำงานเราว่ามันไม่ต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศเท่าไหร่ครับ อย่างเวลาที่ต้องประชุมงาน มันก็คือการเปลี่ยนจากการพูดคุยกันในห้องประชุมมาเป็นการพูดคุยกันทางออนไลน์ ซึ่งส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นอุปสรรคในการทำงานเลยครับ

 

พอทำงานแบบ Hybrid แล้วตารางเวลาชีวิตเปลี่ยนไปบ้างไหม? แล้วความสะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวันของตัวเองยังไงบ้าง?

การทำงานแบบ Hybrid ช่วยให้เราได้มีเวลาส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไป-กลับออฟฟิศทุกวัน นอกจากนี้เรายังสามารถเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานด้วยการไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟร้านประจำ หรือยกคอมไปทำงานที่ต่างจังหวัดก็ยังได้ และถ้าจะให้พูดถึงเรื่องความสะดวก เราจะบอกว่าตั้งแต่ทำงานที่นี่ เราก็แทบจะตัดค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางออกไปแล้วก็มาเต็มที่กับค่าอาหารกลางวันได้เลย (ฮ่า ๆ ) เราคือลูกค้าประจำแอปฯ สั่งอาหารเดลิเวอรี่ เราได้กินอะไรที่ตัวเองอยากกินบ่อย ๆ  แล้วพอได้กินอะไรที่ชอบ นอนหลับเพียงพอ เราก็แฮปปี้ขึ้นด้วย

 

คิดว่าการทำงานแบบ Hybrid มีผลกับ Passion ในการทำงานให้เรามากน้อยแค่ไหน? แล้วเรามีวิธีการสร้าง Passion ในการทำงานให้ตัวเองยังไง?

ระบบ Hybrid ทำให้เราแบ่งเวลาทำงานในแต่ละวันได้อย่างพอดี และช่วยให้เราพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ ทำให้เรามี Passion ในการทำงานอยู่เรื่อย ๆ เพราะเราไม่เหนื่อยกับการทำงานหรือการเดินทางมากเกินไป

โดยเฉพาะเมื่อส่วนตัวเป็นคนที่ค่อนข้างเชื่อในความพอดีและเรื่องของ Work-Life Balance การสร้าง Passion ในการทำงานของเราก็จะมาจากการตีเส้นแบ่งเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวให้ชัดเจน ถ้าวันไหนเราทำงานเต็มที่จนล้าแล้ว พอถึงเวลาเลิกงานเราก็จะให้เวลาตัวเองได้พักแบบเต็มที่ไปเลย เมื่อสัดส่วนมันพอดีกันทั้งเรื่องงานและเรื่องเล่น เราก็จะกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองได้แบบเต็มที่ในวันถัดไปโดยไม่งอแงว่า "โถ่ ยังไม่ทันได้ใช้เวลาส่วนตัวเลย"

 

มีความคิดเห็นยังไงกับคำกล่าวที่ว่า “สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของการทำงานมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์” บ้าง?

ส่วนตัวรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมกับบรรยากาศของการทำงานมีผลต่อความคิดสร้างสรรค์จริง ๆ บางทีพอทำงานอยู่แต่กับบ้านในมุมเดิม ๆ เราก็จะมีโมเมนต์สมองตัน คิดงานไม่ออกบ้าง เราก็จะเลือกออกไปทำงานที่อื่น เช่น ร้านกาแฟที่ชอบ ไปเปลี่ยนเสียงบรรยากาศรอบตัวให้ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันบ้าง ได้กลิ่นกาแฟในร้าน แล้วก็เห็นคนเดินผ่านไปผ่านมา ก็ทำให้สมองรู้สึกสดชื่นขึ้นเยอะครับ

 

คิดว่าการทำงานที่บ้านทำให้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้นรึเปล่า? แล้วได้งานจริงไหม?

ถึงจะทำงานที่บ้านแต่เราก็ยังได้งานจริง เพราะเราสามารถจัดโต๊ะทำงาน และบรรยากาศของห้องเราได้ตามใจจนเรารู้สึกว่ามันเหมาะกับการนั่งทำงานที่สุด แล้วก็ถ้ากลัววอกแวกเพราะแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ ส่วนตัวจะเอาโทรศัพท์ไปวางไว้ไกล ๆ ตัวหน่อย แล้วก็โฟกัสที่งานตรงหน้าเป็นหลัก

 

พอทำงานแบบ Hybrid การเรียนรู้งานในช่วงทดลองงานเป็นยังไงบ้าง พี่ในทีมมีวิธีการสอนงานยังไงบ้าง?

ในทีมมีพี่ที่ช่วยเราได้ดีมากตอนช่วงทดลองงานครับ อย่างตำแหน่งของผม พี่เขาจะไม่เน้นสอนทุกอย่างให้เราจำไปใช้แบบตู้มเดียวจนรู้สึก Overload แต่เขาจะค่อย ๆ หยอดมาทีละอย่าง ดูจนแน่ใจว่าเราทำในส่วนนี้ได้แล้วก็ค่อยขยาย Scope งานจนเราทำเป็นหลายอย่าง

 

พอต้องทำงานแบบ Hybrid แล้ว เรารู้สึกว่าบรรยากาศในทีมเป็นยังไงบ้าง? การทำงานในทีมมีลักษณะเป็นยังไง?

ทีมที่ผมอยู่เป็นทีมที่พี่ ๆ แล้วก็เพื่อน ๆ คุยง่ายมาก ๆ อยู่แล้ว บวกกับทีมเรามีการประชุมทุก 9 โมงเช้าเพื่ออัปเดตว่าใครจะทำอะไรในวันนั้น ถ้าจะต้องมีคุยงานกับใครเพิ่มเติม เราก็นัดประชุมออนไลน์กันนอกรอบได้

 

การทำงานแบบ Hybrid มีผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานทั้งในและนอกแผนกมากน้อยแค่ไหน ยังไง? แล้วทางบริษัทมีวิธีการให้เราได้รู้จักและคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้นบ้างไหม?

การทำงานแบบ Hybrid อาจทำให้เราได้เจอคนในทีมไม่บ่อยนัก คนนอกทีมก็เช่นกัน แต่ไม่ใช่ว่าไม่เจอเลย เรามีโอกาสได้เข้าไปเจอกันที่ออฟฟิศบ้าง มีนัดทานข้าวกันบ้าง พอได้เจอตัวจริงกันเราก็จะพอเข้าใจนิสัยใจคอกันมากขึ้นว่าพี่ ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนสบาย ๆ เป็นกันเอง แล้วก็พูดคุยได้เมื่อมีปัญหา ทำให้ไม่รู้สึกเครียดจัดเมื่อต้องเจองานยาก ๆ

 

ในส่วนของการทำงานความรู้จักกับเพื่อนร่วมงาน ช่วงที่เข้ามาแรก ๆ ทางทีม Communication เขาจะมีกิจกรรมดี ๆ มาให้ทำถึงในออนไลน์ก็คือกิจกรรมเล่นเกมเพื่อให้พนักงานใหม่ได้ร่วมสนุกไปกับทุกคนในบริษัท ซึ่งก็จะมีทั้งพี่ ๆ จากแผนกเราและแผนกอื่นเข้ามาจอยด้วย ก็เป็นอะไรที่สนุกแล้วก็เปิดโอกาสให้เราได้เห็นหน้าและได้พูดคุยกันครับ

 

เราเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานแบบทีมเวิร์กยังไงบ้างเมื่อต้องทำงานแบบ Hybrid?

มันทำให้เรารู้ว่าเมื่อต้องทำงานเป็นทีมเราต้องใส่ใจรายละเอียดงานและต้องแบ่งหน้าที่ระหว่างคนในทีมให้ชัดเจน เช่น เวลาที่คนในทีมคอนเทนต์ได้โจทย์ให้ไปคิดงานบางอย่างร่วมกัน ทางทีมก็จะพูดคุยเรื่องรายละเอียดงานให้ครบถ้วน ไม่หลุดจากโจทย์ที่ตั้งไว้ และเมื่อกระจายหน้าที่เสร็จ ทุกคนจะต้องแยกย้ายกันไปคิดมาและนำสิ่งที่คิดได้กลับมารวมกันอีกครั้งเพื่อดูความเข้ากันของไอเดีย และปรับจูนเข้าหากันเพื่อให้งานดูเป็นชิ้นใหญ่ 1 ชิ้นที่ทำร่วมกันในฐานะของทีม

 

เวลาเกิดปัญหาขึ้นระหว่างการทำงาน การนั่งทำงานคนเดียวส่งผลต่อการทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นและการแก้ไขปัญหาบ้างไหม?

ไม่ส่งผลเลยครับ เพราะตอนช่วงที่เราเพิ่งเข้ามาทำงานที่นี่แรก ๆ เราคุยกับตัวเองว่า “ถ้าเราไม่เข้าใจอะไร เราก็ต้องกล้าถามพี่ ๆ ไปเลย” เพราะว่าการสื่อสารสำคัญมาก ๆ สำหรับการทำงาน เมื่อเราพบสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหา เราก็ปรึกษาคนในทีมไปเลย

 

นโยบายการทำงานแบบ Hybrid มีผลต่อสวัสดิการที่บริษัทมอบให้ไหม? และคิดว่าสิ่งที่ได้รับนั้นตอบโจทย์การใช้ชีวิตของตัวเองไหม?

การทำงานแบบ Hybrid ของที่นี่มาพร้อมสวัสดิการที่ไม่ค่อยเจอที่ไหนอย่างการให้พนักงานยืมอุปกรณ์ทํางานอย่างจอคอม โต๊ะ เก้าอี้ มาไว้ทำงานที่บ้าน เพราะเราก็เป็นมนุษย์ปวดหลังคนนึงอะเนอะ (ฮ่า ๆ) ถ้าต้องนั่งทำงานบนเก้าอี้โต๊ะกินข้าวไปเรื่อย ๆ คงไม่ไหว ถือว่าดีเลยที่เขามีสวัสดิการส่วนนี้ให้ แถมทางบริษัทก็จัดส่งมาให้ถึงหน้าบ้านเลยด้วย ประทับใจมากครับ นอกจากนี้เราก็ยังได้รับสวัสดิการพื้นฐานเหมือนกับตอนที่เคยทำงานที่ออฟฟิศอย่างวันลาพักร้อนประจำปีหรือสวัสดิการด้านสุขภาพ ซึ่งเรื่องสวัสดิการด้านสุขภาพเนี่ยนอกจากประกันกลุ่มแล้ว ล่าสุดก็ยังได้ค่าวัคซีนด้วยนะ โดยค่าวัคซีนเรียกได้ว่าเริ่มต้นมาจากที่พนักงานสามารถเบิกค่าวัคซีนโควิด-19 ก่อนจะต่อยอดมาเป็นการเบิกค่าวัคซีนประเภทอื่น ๆ ได้ด้วย

 

พอได้ทำงานจริงกับที่นี่ เรารู้สึกว่ามันเหมือนหรือต่างจากที่คิดเอาไว้ยังไงบ้าง?

เวลาสมัครงานกับบริษัทใดบริษัทนึง ส่วนตัวจะเช็กคร่าว ๆ ก่อนว่าที่นี่เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร โดยจะเข้าไปดูทั้งในหน้าเว็บไซต์แล้วก็อ่านคำอธิบายองค์กรในเว็บไซต์สมัครงาน ซึ่งเราก็ใช้วิธีเดียวกันตอนที่สมัครงานที่นี่ ทำให้เราได้เจอวิดีโอจากช่อง Youtube JobThaiChannel ที่เล่าลักษณะการทำงานจากที่ไหนก็ได้ของบริษัทให้เข้าใจได้มากขึ้น ซึ่งถ้าใครอยากเห็นภาพการทำงานที่นี่ ผมก็ได้เอาคลิปที่ว่ามาฝากทีมคอนเทนต์แปะเอาไว้ให้แล้วนะครับ ลองดูได้เลย

 

THiNKNET แหล่งรวมคนทำงานยุคใหม่ ที่พร้อมให้คุณ Work from Anywhere

 

หลังจากผ่านการสมัครงานและการสัมภาษณ์งานจนได้มาทำงานที่นี่จริง ๆ เราก็ดีใจมากที่พบว่าการทำงานที่นี่ค่อนข้างตรงกับที่คิดไว้พอสมควร ทั้งวัฒนธรรมองค์กรที่มีความทันสมัย รวมถึงขอบเขตหน้าที่ที่เป็นไปตามที่ระบุไว้ใน Jobs Description เรียกได้ว่าโล่งใจมาก ๆ ครับ

 

ช่วยเล่าโมเมนต์หรือประสบการณ์การทำงานที่ประทับใจให้ฟังหน่อย

เราชอบโมเมนต์ที่คนในทีมคุยระดมไอเดียกันมาก ทั้งทางวิดีโอคอลหรือแบบเจอหน้ากันที่ออฟฟิศ เพราะว่าเนื้องานของทีมคอนเทนต์มันจำเป็นต้องเอาไอเดียมาพูดคุยกันอยู่แล้ว ข้อดีของการทำงานที่นี่คือเราสามารถพูดคุยกันได้แบบตรงไปตรงมาบนหลักของเหตุผลว่าสิ่งนี้น่าจะเวิร์ก หรืออาจจะไม่เวิร์ก เพราะอะไร ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด

 

ถ้าจะให้นิยามการทำงานที่ THiNKNET จะนิยามว่ายังไงดี?

เป็นการทำงานในองค์กรรุ่นใหม่ ทันสมัย และทันกระแส เหมาะกับคนคิดไวและลงมือทำไว

 

นอกจากพาร์ทการทำงานแล้ว เราทำกิจกรรมหรือมีงานอดิเรกอะไรบ้างตอนนอกเวลางาน แล้วการทำงานแบบ Hybrid มีผลอะไรกับกิจกรรมนั้น ๆ บ้างไหม?

พอเราไม่ต้องเดินทางหลังเลิกงาน เราก็มีเวลาให้กับสิ่งที่เราชอบนั่นก็คือการ์ตูน ภาพยนตร์ และละครมิวสิคัล ซึ่งเราก็จะมีทำคอนเทนต์ TikTok ในช่องส่วนตัวบ้าง ใครสนใจก็ตามไป Follow กันได้ที่ช่อง AJ BLUE (@ajblueee) โดยหลัก ๆ ในช่องนี้เอเจจะเล่าเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการ์ตูนและภาพยนตร์ครับ

 

 

นอกจากนี้เอเจยังเป็นส่วนหนึ่งของคลับ Disney & Musical Club Thailand ที่เป็นแหล่งรวมคนที่ชอบในเพลงดิสนีย์และเพลงมิวสิคัลเหมือนเอเจให้ได้มาทำโปรเจกต์ต่าง ๆ ร่วมกัน หลาย ๆ คนอาจจะเคยเห็นคลิปจากช่องนี้ผ่านตาบ้าง เช่น คลิป Cover เพลง “We Don’t Talk About Bruno” เวอร์ชั่นภาษาไทย จากการ์ตูนดิสนีย์เรื่อง Encanto

 

Encanto "We Don't Talk About Bruno" เราไม่พูดกันเรื่องบรูโน่ by DMCT

 

แล้วถ้าใครสนใจอยากจะดูโปรเจกต์อื่น ๆ จากช่องนี้อีก ก็สามารถตามเข้าไปดูกันที่ YouTube ช่อง Disney & Musical Club Thailand ได้เลยครับ ซึ่งเอเจก็อยากจะบอกว่ากิจกรรมที่ได้เล่ามานี้คือสิ่งที่เราทำนอกเวลางาน และการทำงานแบบ Hybrid ก็ช่วยให้เราเต็มที่กับชีวิตการทำงานและชีวิตหลังเลิกงานได้มากขึ้นเยอะเลย

 

มาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะเห็นภาพแล้วว่าการทำงานแบบ Hybrid ในฐานะ Content Creator ที่ THiNKNET นั้นเป็นยังไงบ้าง และในตอนนี้ทางบริษัทก็กำลังเฟ้นหา Content Creator หน้าใหม่ ที่มีความสามารถและมีทักษะที่เหมาะสมมาร่วมครีเอตคอนเทนต์เจ๋ง ๆ ไปด้วยกัน หรือถ้าใครอยากดูตำแหน่งงานอื่น ๆ จาก THiNKNET ก็สามารถเข้าไปดูได้ ที่นี่

tags : how we work work from anyhere work from home hybrid working thinknet work at thinknet wfa ทำงานที่ไหนก็ได้ content creator คอนเทนต์ครีเอเตอร์



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email