คุณพ่อสาย Dev แชร์ประสบการณ์ Work from Anywhere จากนครศรีธรรมราช

คุณพ่อสาย Dev แชร์ประสบการณ์ Work from Anywhere จากนครศรีธรรมราช
10/02/21   |   3.3k   |  

สวัสดีทุกคนครับ ผมชื่อ"หมี" ผมเป็น Software Engineer อยู่บริษัท THiNKNET งานแรกของผมเริ่มต้นที่นี่ จนถึงตอนนี้เข้าปีที่ 11 แล้วครับ

 

นอกจากจะเป็น Software Engineer แล้ว ผมยังเป็นคุณพ่อลูกแฝดด้วย วันนี้ผมจะมาแชร์เกี่ยวกับการทำงานที่ THiNKNET และเล่าเรื่องการย้ายบ้านมาทำงานที่จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ ปกติแล้วผมทำงานอยู่ที่ออฟฟิศที่สีลม ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทเราครับ ช่วงนั้นผมพักอาศัยอยู่ย่านสนามบินสุวรรณภูมิ วิธีการเดินทางในช่วงแรก ๆ ผมจะต้องขับรถจากบ้านไปจอดแนวรถไฟฟ้าแล้วต่อรถไฟฟ้าไปที่ออฟฟิศ ใช้เวลาเดินทางไปกลับตกวันละ 3 ชั่วโมง ทำงานไปได้สักพักผมก็มีครอบครัวและเริ่มวางแผนที่จะมีลูกตัวน้อย ๆ สักคน แต่ผิดแผนครับ เพราะมาทีเดียวถึงสองคน ผมเลยกลายเป็นคุณพ่อลูกแฝดไปซะงั้น ซึ่งการมีลูกแฝดก็จะมีวิธีการดูแลที่ต่างออกไปจากลูกคนเดียวอยู่บ้าง ซึ่งปีที่ 11 ของการทำงานที่นี่เราก็ต้องเจอกับโควิด-19 ทำให้บริษัทปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานมาเป็นทำงานที่บ้าน 100% ซึ่งช่วงโควิด-19 ระบาดรอบแรกทางผู้บริหารได้มีโมเดลการทำงาน Work from Home ให้กับพนักงานที่ผ่านการทดลองงานและลักษณะงานไม่จำเป็นต้องเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานมาก่อนแล้ว

 

“มีเวลามากขึ้น” ข้อดีที่เห็นได้ชัดจากการ Work from Home

เมื่อผมได้ทำงานที่บ้านแล้วสิ่งที่เปลี่ยนไปอันดับแรกเลยคือ “เวลาเหลือ” จากที่ต้องเดินทางวันละ 3 ชั่วโมง เวลาจากการเดินทางนั้นก็ทำให้ผมได้มีเวลากับครอบครัวมากขึ้น เช้าก็ได้ไปส่งลูกเย็นก็ได้เล่นกับลูก จากที่ปกติกลับมาบ้านลูก ๆ ก็หลับแล้ว พอทำงานที่บ้านไปหลาย ๆ เดือนก็มีเวลาได้เห็นพัฒนาการของเขา ผมเลยคุยกับภรรยาว่าอยากให้ออกจากงานมาเป็นแม่บ้านคอยดูแลลูก ๆ เต็มตัว

 

แต่ แต่ แต่ การอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยการมีลูกแฝดนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงมากเลยทีเดียวครับ ถ้าจะให้ภรรยาออกมาโดยที่รายจ่ายยังเท่าเดิมผมคิดว่าเสี่ยงไปสำหรับการเงินของครอบครัวเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งช่วงที่ผมคิดว่าอยากให้ภรรยาออกจากงานมาดูแลลูกก็ช่วงเวลาเดียวกันกับทางบริษัทได้ประกาศให้พนักงานสามารถทำงานได้ทุกที่ (Work from Anywhere) ผมเลยปรึกษากับภรรยาว่าเราน่าจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดกันไหม ถ้าอยู่ต่างจังหวัดค่าใช้จ่ายจะลดลงพอสมควรเลยและจังหวัดที่จะไปอยู่ก็เป็นจังหวัดบ้านเกิดของผมเองซึ่งพอจะมีพื้นที่ไม่ได้ทำประโยชน์ว่างอยู่ เลยชวนภรรยาว่าอยากจะลองไปทำอะไรที่นั่นดูมั้ย ซึ่งผมใช้เวลาราว 6 เดือน ระหว่างนั้นก็ไปสำรวจพื้นที่รวมถึงโรงเรียนของลูก จึงได้ตัดสินใจว่า เอาหละ เราจะย้ายครอบครัวไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชกัน ผมเลยอยากมาแชร์ให้เพื่อน ๆ ฟังครับว่าการมาทำงานในต่างจังหวัดชีวิตเราเปลี่ยนไปอย่างไร

 

 

การทำงานเราทำกันอย่างไร

เริ่มจากการทำงานก่อนเลยครับ การทำงานของทีมผมนั้นจะเป็นงานที่เกี่ยวกับการดูแลเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ของบริษัท THiNKNET เช่น JobThai THINKNET.co.th รวมถึงเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ใช้ภายในองค์กรด้วย ซึ่งมีทั้งงานตรวจสอบปัญหา งานที่เป็นการเพิ่ม ปรับปรุง พัฒนาและแก้ไขฟังก์ชันการใช้งานเว็บไซต์

 

ช่วงเวลาในการทำงานหลัก ๆ จะอยู่ในช่วง 9.00 - 18.00 ครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นเวลาปกติทั่วไปที่เพื่อน ๆ ทำงานกัน แต่จะแตกต่างอยู่บ้าง นั่นก็คือทางบริษัทเราให้พนักงานสามารถปฏิบัติงาน 40 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ จึงทำให้ในแต่ละวันนั้น ไม่ต้องเขาทำงานหรือออกจากงานตรงเวลาเป๊ะ ๆ ทำให้ตอนเช้าผมก็ไปส่งลูกและออกกำลังกาย ซึ่งจะเสร็จประมาณ 8.30 ก็เข้างานได้เลย หรือว่าถ้าติดธุระอื่นอาจจะขยับเวลาเข้างานเป็น 9.30 ก็ได้ครับ แต่เวลาเข้า-ออกงานก็จะอยู่ในช่วงเวลาที่แผนกอื่น ๆ ที่เราต้องร่วมงานด้วยทำงานนะครับ เพราะเวลามีปัญหาเกิดขึ้นกับเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเราจะได้ตรวจสอบและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ผู้ที่ติดปัญหาต้องรอนานครับ สำหรับการทำงานภายในทีมเราจะมีการนัดเวลาในการพูดคุยสั้น ๆ วันละสองรอบว่าเมื่อวานเราทำงานอะไรบ้างและวันนี้ทำอะไรอยู่ แล้วติดปัญหาอะไรหรือไม่ ทำให้เรามีการสื่อสารกันบ่อย งานที่ทำจะเห็นการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา หรือถ้างานไม่ขยับเราก็จะรู้ในทันทีว่ามีติดปัญหาอะไร

 

 

จากบ้านถึงโรงเรียนลูกใช้เวลาแค่ 5 นาที 

ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ จากบ้านไปโรงเรียนลูกระยะทางเพียงแค่ 7 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาถึง 40-60 นาที (บอกตามตรงผมเบื่อการจราจรในกรุงเทพฯ มาก) แต่การอยู่บ้านที่นครศรีธรรมราชระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนลูก 7 กิโลเมตรเท่ากันใช้เวลาไปส่งลูกเพียง 5 นาทีเท่านั้น ทำให้ในวันแรกที่ไปส่งลูกที่โรงเรียน เด็ก ๆ ไม่เพียงแต่ไปคนแรกของห้อง แต่ไปถึงคนแรกของโรงเรียน จนผมคิดว่าโรงเรียนเปิดเรียนหรือยังเลยทีเดียวครับ ตรงนี้ก็ต้องบอกตามตรงว่าเป็นการใช้รถส่วนตัวสะดวกสบายขึ้นเทียบกับตอนอยู่กรุงเทพฯ แบบไม่เห็นฝุ่นครับ ไปไหนก็มีที่จอดรถไม่ต้องคอยวนหาที่จอดรถเป็น 10 - 20 นาที 

 

ค่าใช้จ่ายลูกแฝดลดไปได้แค่ไหน

ตอนที่อยู่กรุงเทพฯ ลูก ๆ ของผมเรียนโรงเรียนเอกชนเป็นแบบโปรแกรม 2 ภาษา ซึ่งมาอยู่ที่นครศรีธรรมราชก็เป็นโรงเรียนเอกชนโปรแกรม 2 ภาษาเหมือนกัน ค่าเทอมลดลงไปครึ่งนึงครับ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าอาหาร ค่ากิจกรรมในการพาเด็ก ๆ เที่ยว ทุกอย่างลดลงไปครึ่งนึงหมดเลย และที่นี่ก็มีที่ให้เราได้พักผ่อนมากมายที่ไม่ใช่แค่ห้างสรรพสินค้า แต่ยังมีทั้งทะเล น้ำตก ภูเขา ผมว่าดีกับเด็ก ๆ มากครับ

 

  

  

 

อาหารการกินที่นี่เป็นอย่างไร

เรื่องกินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผมอยากมาอยู่ที่นครศรีธรรมราช เพราะว่าที่นี่มีอาหารประจำท้องถิ่น อาหารทะเลสด ๆ ที่ผมชอบอยู่มากมายหลายอย่าง เรียกว่าถูกปากและราคายังถูกอีกด้วยครับ ปกติในปีนึงผมจะได้กลับมาที่นครศรีประมาณ 1-2 ครั้ง มาถึงก็ขับรถหาของกิน เรียกว่าแต่ละมื้อต้องกินเกินอิ่มเพราะมาแป๊บ ๆ เดี๋ยวก็ต้องกลับ ส่วนตอนนี้แฮปปี้กับอาหารการกินมากครับ

 

เวลาว่างเอาไปทำอะไรได้อีกเยอะ

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ ผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมาก ปกติวันศุกร์ก็นัดปาร์ตี้กับเพื่อน วันเสาร์ก็พาลูก ๆ เที่ยว หลังจากนั้นก็อาจจะดูซีรีส์ตอนลูกหลับ กิจวัตรประจำวันหยุดก็จะประมาณนี้ครับ

แต่พอมาอยู่ที่นี่บ้านผมมีสวนที่แม่อยากทำให้เป็นสวนที่สวย ๆ น่าอยู่ แต่ไม่สามารถทำให้แม่ได้เพราะผมต้องเลี้ยงดูลูกและดูแลบ้านที่กรุงเทพฯ ซึ่งที่ตรงนี้นำมาพัฒนาต่อยอดได้ ทำให้ตอนนี้เราก็ค่อย ๆ ปรับปรุงพื้นที่ส่วนนี้ เวลาว่างของผมจากปาร์ตี้กับเพื่อนแล้วตื่นสาย กลายเป็นเช้าวันเสาร์ก็เข้าสวน ตัดหญ้า ใส่ปุ๋ยต้นไม้ ตกเย็นก็ได้พาเด็ก ๆ ไปเที่ยวเล่นน้ำตกแถวบ้านได้สบาย ไม่ต้องจ่ายค่าอะไรเลยแถมยังได้ออกกำลังกายด้วยครับ วันอาทิตย์ให้เป็นวันครอบครัวพาน้ากับป้าที่ดูแลเราตอนเด็ก ๆ (เวลาปิดเทอมแม่จะพาผมมาอยู่กับท่าน) ซึ่งตอนเด็กท่านพาเราไปเที่ยว ตอนนี้ได้เวลาเราพาท่านไปเที่ยวบ้างแล้วครับ

 

ผมรู้สึกชอบไลฟ์สไตล์ในการทำงานและใช้ชีวิตแบบนี้มาก ๆ รู้สึกมันพอดี ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเผื่อเวลาอะไรให้มากจนเกินไป ซึ่งการอยู่ที่นครศรีฯ ก็ไม่ได้มีปัญหาสำหรับการประชุมสำคัญ ๆ เพราะถ้ามีการนัดประชุมหรือต้องเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ ผมก็สามารถบินไปลงสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วนั่งรถไฟฟ้าเข้าไปออฟฟิศและถ้าเป็นการเข้าวันเดียวผมก็สามารถไปเช้าเย็นกลับได้เลย หรือถ้าหลายวันผมก็จะไปนอนบ้านที่อยู่ในกรุงเทพฯ ครับ

 

 

จากวิกฤตครั้งนี้ทำให้เกิดกระบวนการการทำงาน Work from Anywhere ทำให้ปรับมาใช้จริง ซึ่งรูปแบบการทำงานนี้นั้นต้องอาศัยความมีวินัยและความรับผิดชอบจึงจะทำให้เกิดประสิทธิภาพด้วยนะครับ หากเพื่อน ๆ คนไหนอยากลองเปิดประสบการณ์ ทำงานที่ไหนก็ได้ทาง THiNKNET รออยู่ครับ 

 

อยากมีประสบการณ์การทำงานที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบผมไปดูตำแหน่งงานได้ ที่นี่ เลยครับ

tags : lifestyle work workformhome workfromanywhere thinknet developer software engineer flexible



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email