Work from กาญนะจ๊ะบุรี

Work from กาญนะจ๊ะบุรี
22/02/21   |   2.4k   |  

สวัสดีครับ ผมชื่อ “แจ็ค” เป็น Principal Engineer ที่บริษัท THiNKNET วันนี้จะมาแชร์ประสบการณ์การทำ Work from Home ที่กาญจนบุรี ตั้งแต่การระบาดโควิดระลอกแรกจนถึงระลอกใหม่เกือบจะ 1 ปีได้

 

เริ่ม Work from Home (WFH) ครั้งแรก 

เริ่มจากที่กรุงเทพประกาศ Lockdown ห้ามคนเข้าออกจังหวัด ซึ่งตอนนั้นผมกลับมาที่กาญจนบุรีพอดีทำให้เข้า กทม. ไม่ได้ และช่วงนั้นบริษัทมี plan ที่จะ WFH อยู่แล้ว จึงมีโอกาสได้ทดลอง WFH แบบจริงจัง โดยทดลอง 1 สัปดาห์กับแผนก Engineer ปรากฎว่าทุกคนสามารถทำงานได้ เนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ในบริษัทเกือบทุกตัวอยู่บน Cloud อยู่แล้ว ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการ WFH นับแต่นั้นมา โดยเครื่องมือที่เราเลือกใช้สื่อสารหลักๆ มีดังนี้

 

 

  • MS Teams ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการสือสาร
  • Zoom ใช้ video conference 
  • Jira สำหรับ Plan และ Tracking Project
  • Confluence สำหรับทำเอกสารไว้สื่อสารในทีม เช่น Requirement, TestCase เป็นต้น
  • Adobe XD สำหรับออกแบบและสร้าง Prototype
  • Office365 สำหรับจัดการเอกสารทั่วไป
  • GoodNotes สำหรับแซร์ WhiteBoard

 

ในทุกวันทีม Principal จะมีการประชุมผ่าน Zoom เพื่ออัปเดตสถานะงานว่า เมื่อวานทำอะไร, วันนี้จะทำอะไร, ติดปัญหาอะไรหรือเปล่า และจบด้วยการถามสารทุกข์สุขดิบซึ่งกันและกัน หากประชุมไหนจำเป็นต้องวาดรูปทางทีมเลือกใช้ GoodNotes บน iPad วาดและ Share Screen ผ่าน Zoom เพื่อคุยกัน ซึ่งจากที่ทดลองและปรับรูปแบบต่าง ๆกับทีมมาระยะหนึ่งค่อนข้างจะตอบโจทย์การสื่อสารสำหรับการทำงานแบบ WFH และก็พร้อมจะเปลี่ยนเป็นการทำงานแบบ Work from Anywhere ได้ทันที เมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ ผ่อนคลายลง 

 

Work from Anywhere - LifeStyle ที่เปลี่ยนไปเมื่อกลับไปอยู่ต่างจังหวัดอีกครั้ง

ประวัติแบบย่อของผมคือ เป็นคนต่างหวัดเข้ามาเรียนและทำงานที่ กทม. ได้ 16 ปีมีภรรยาและลูกอยู่ที่กาญจบุรี ปกติถ้าไม่ได้ WFA ก็จะทำงานอยู่ กทม. เสาร์อาทิตย์ค่อยกลับมาอยู่กับภรรยาและลูก พอได้ WFA LifeStyle เปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะพอสมควร

 

เวลาที่เสียกับการเดินทางน้อยลง ปกติจะกลับบ้านทุกวันศุกร์เป็นอะไรที่เหนื่อยมากเพราะกว่าจะเดินทางออกจากกรุงเทพได้ต้องฝ่ารถติดเป็นชั่วโมง ๆ กว่าจะถึงบ้านก็สองสามทุ่มซึ่งลูกและภรรยาก็หลับแล้ว ถ้าเทียบกับทุกวันนี้ที่ทำงานที่บ้านปัญหารถติดแถบจะไม่ได้เจอ ทำให้ได้เวลาที่เสียเปล่ามาใช้กับลูกและภรรยา เช่น ทำอาหารให้ลูกกิน, พาลูกปั่นจักรยาน, พาลูกเล่นทราย, พาไปกินข้าว เป็นต้น

 

         

 

มีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้นได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ

เลือกเมล็ดกาแฟที่ชอบเพื่อชงดื่มตอนเช้า

 

  

 

ทำอาหารและเลือกวัสดุดิบเองจากตลาด ซึ่งผักสดที่ตลาดต่างจังหวัดค่อนข้างจะสดแทบจะส่งตรงจากแปลงปลูกและที่สำคัญถูกมากแค่กำละ 5 บาท โดยเมนูที่ชอบทำจะเป็นเนื้อไม่ว่าจะเป็น สเต็ก, ลาบ, ก้อย, ย่าง, ต้ม แทบจะลองทำทุกอย่างที่เนื้อทำได้   

 

        

 

 ปลูกผักปลอดสารพิษ จำพวกผักบุ้ง ผักคะน้า ผักสลัด โดยใช้ช่วงว่างตอนเช้าและเย็นดูแล

 

   

 

อ่านหนังสือได้มากขึ้น ปกติถ้าไม่ได้ WFA จะใช้เวลาตอนขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงานอ่านหนังสือ แต่พอ WFA มีเวลามากขึ้นและมีพลังเหลือ ก็จะใช้ช่วงเวลาหลังจากเอาลูกเข้านอนมาอ่านหนังสือที่สนใจ 

 

 

ในทุก ๆ เดือนทางบริษัทก็จะมีกิจกรรมให้ทุกคนเข้ามาพบปะพูดคุยกันที่ office หรือใครมีเรื่องอะไรมาแชร์สามารถแชร์ในกิจกรรมนี้ได้เลย และมีช่วง Q&A กับ CEO ที่ใครมีคำถามอะไรเกี่ยวเรื่องงาน, บริษัทหรือเรื่องทั่วไปก็สามารถถามตรงกับ CEO ได้

 

   

 

ช่วงเย็นก็จะนัดกันไปกินข้าว

 

   

   

หลังจาก WFA ที่ต่างจังหวัดมาเกือบจะ 1 ปีทำให้ "มีเวลามากขึ้นทั้งเวลาที่ให้กับครอบครัวและตัวเอง" ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทางและปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

 

สำหรับใครที่สนใจทำงานแบบ Work From Anywhere สามารถดูตำแหน่งงานได้ ที่นี่ เลยนะครับ 

tags : lifestyle work thinknet developer software engineer flexible work from home work from anywhere



ติดตามข่าวสารและเรื่องราวดีๆ ทาง Email